1read โรคที่ต้องระวัง...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

โรคที่ต้องระวัง...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

โรคที่ต้องระวัง...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

Share : facebook share line share.png twitter share messenger share

บทความ แมนเนเจอร์

โรคที่ต้องระวัง...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย



ในปัจจุบัน สภาพอากาศแปรปรวนไปมาก เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว หรืออยู่ ๆ ฝนตก ก็เป็นไปได้หมด ในทุกวันนี้ จึงควรทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะหากร่างกายปรับตัวไม่ทัน อาจเจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งโรคที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง มีดังนี้

 

1. โรคไข้หวัด

โรคยอดฮิตอันดับต้น ที่จะมาถามหา ในสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ง่าย หาก ไอ จาม คัดจมูก มีน้ำมูกเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าเป็นไข้หวัดแล้ว แต่ถ้าอาการหนักหน่อย จะมีไข้ หรือปวดศีรษะ ร่วมด้วย โดยสาเหตุจากการเป็น โรคไข้หวัด คือ การหายใจสูดเอาละออง ของผู้ที่ไอหรือจามเข้าไป หรืออาจจะติดต่อจากการสัมผัสตัวหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วยได้ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในฤดูหนาว และฤดูฝน

 

สำหรับวิธีรักษา ให้ทานยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้ไอ หรือยาลดน้ำมูกตามอาการ กินอาหารที่เคี้ยวกลืนได้ง่าย ดื่มน้ำอุ่นสะอาดให้มาก ๆ หากอากาศหนาว ให้สวมเสื้อผ้าคลุมเพิ่ม เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น และที่สำคัญ ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้เพียง 1 อาทิตย์ก็สามารถหายโรคได้

 

2. โรคไข้หวัดใหญ่

หากมีอาการแบบโรคไข้หวัด แต่มีความรุนแรงมาก ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็น “โรคไข้หวัดใหญ่” ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบ่งตามกระแพร่ระบาดได้ 3 ชนิด คือ A , B และ C โดยไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่มีการแพร่ระบาด กระจายทั่วโลก ไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาด ในพื้นที่ระดับภูมิภาค และชนิด C เป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอ่อน หรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด

สำหรับอาการจะเหมือนกับไข้หวัดธรรมดา แต่มีความรุนแรงกว่ามาก และอาจพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ ปวดหัวแบบรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ขึ้นสูงมาก ซึ่งวิธีรักษา คือ ต้องเข้ารักษากับแพทย์ รวมถึงต้อง ระมัดระวังไม่ให้ตนเองแพร่เชื้อผู้อื่นไปสู่ผู้อื่นอีกด้วย

 

3. โรคมือ เท้า ปาก

โรคนี้พบได้ส่วนใหญ่ ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เกิดจากเชื้อไวรัส ในกลุ่ม Enteroviruses ที่พบเฉพาะในมนุษย์ ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ทั้งปี โดยเฉพาะในสภาพอาการร้อนชื้น ฝนตก และอาการเปลี่ยนแปลง โดยจะมีอาการไข้ขึ้นสูง แล้วอีก 2 วันจะมีไข้ต่ำๆ น้ำลายไหล อมข้าว อมน้ำ ไม่กินอาหาร มีตุ่มในปาก ส่วนใหญ่พบที่เพดานลิ้นอ่อน กระพุ้งแก้ม อาจมี 1-3 แผลเล็ก ๆ ในเด็กโตอาจจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดหลัง เจ็บคอร่วมด้วย

 

สำหรับการรักษาต้อง รักษาตามอาการ เช่นให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ทายาบริเวณ ที่มีแผลภายในปาก แต่หากอาการรุนแรง ถึงขั้นรับประทานอาหาร หรือนมไม่ได้ ปอดบวมน้ำ จำเป็นต้องให้แพทย์รักษา ทั้งนี้ โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยเฉพาะก่อน และหลังรับประทานอาหาร ที่เสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคเข้าสู่ปาก ผู้ปกครอง ควรแนะนำบุตรหลานให้รักษาความสะอาดอยู่เสมอ และติดเป็นนิสัย

 

4. โรคปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ

เป็นอีกหนึ่งโรคที่ติดได้ง่าย เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เกิดได้ง่าย กับเด็กเล็ก และนับว่าเป็นโรคติดเชื้อ ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ทำให้เด็กเสียชีวิต เป็นอันดับหนึ่งอีกด้วย โรคนี้เกิดจาก การสูดหายใจเอาเชื้อโรค ที่อยู่ในอากาศเข้าไปสู่ร่างกาย หรือการติดเชื้อจากเชื้อรา ซึ่งอาจมีการติดไวรัส จากไข้หวัดร่วมด้วย เพราะหวัดบางชนิด ทำให้เป็นปอดบวมได้ อาการเบื้องต้นจะมีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกใส ไอแห้ง มีเสมหะเหนียว หายใจไม่ค่อยสะดวก

การรักษาโดยทั่วไป ต้องทานน้ำสะอาดให้มาก ๆ กินยาขับเสมหะ หรือยาละลายเสมหะ  ทานยาลดไข้ ในกรณีมีไข้ ในรายที่อาการรุนแรงผู้ป่วย ควรได้รับการรักษา ด้วยยาปฏิชีวะนะ ในทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยว่า มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย

 

5. โรคอุจจาระร่วง

ผู้ป่วยจะมีอาการ ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ ปวดท้อง คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ และอาจมีอาการอ่อนเพลียและขาดน้ำตามมาได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ในบางราย อาจเกิดจากอาการแพ้นมหรืออาหาร การรักษาในเบื้องต้น ผู้ป่วยต้อง ดื่มน้ำผสมเกลือแร่ เพื่อชดเชย การเสียน้ำ จากการอุจจาระบ่อยครั้ง แต่หากมีอาการติดต่อกัน นานหลายวัน ควรไปพบแพทย์ทันที  

การป้องกันโรคนี้ คือ ต้องกินอาหาร ที่ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำที่สะอาด และต้องล้างมือ ด้วยน้ำสะอาดพร้อมสบู่ ก่อนการรับประทานอาหาร และการปรุงอาหาร รวมถึงหลังเสร็จการเข้าห้องน้ำ

 

โรคเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการที่มีเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็น เชื้อไวรัสหรือ แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ผ่านทางการสัมผัสที่เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดของตนเอง สัมผัสกับผู้ป่วย หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย และผ่านทาง ลมหายใจ ที่ผู้ป่วยอาจจะไอ จาม จึงเป็นการแพร่ เชื้อโรคให้ติดสู่กันได้ง่าย และยิ่งถ้าในช่วง สภาพอากาศ มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะเป็นปัจจัยให้ เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เพราะฉะนั้นจึงควรรักษาความสะอาดอยู่เสมอ หมั่นล้างมือ ด้วยน้ำสะอาดและ สบู่ ก่อนและหลัง การทำกิจกรรมต่างๆ และสำหรับผู้ป่วยก็ควรป้องกันตัวเองโดยการสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันเชื้อโรค แพร่ไปสู่ผู้อื่นได้

 

อ่านเพิ่มเติม

ดื่มน้ำตอนเช้า ดียังไง?

สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้สุขภาพดีตลอดทั้งปี

 

บทความที่น่าสนใจ

สุขภาพดีกับสมุนไพรที่ชื่อว่า ขิง

มนุษย์สามารถขาด น้ำ ได้กี่วัน