พร้อมรับมือกับโรคที่มาพร้อมกับอากาศหนาว

พร้อมรับมือกับโรคที่มาพร้อมกับอากาศหนาว

Share : facebook share line share.png twitter share messenger share

บทความ แมนเนเจอร์

พร้อมรับมือกับโรคที่มาพร้อมกับอากาศหนาว



อากาศที่หนาวทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป จนอาจเกิดความผิดปกติต่าง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพในระยะยาวอย่างโรคหัวใจ มีปัญหาสุขภาพจิต เป็นผู้มีรายได้น้อยจนไม่สามารถซื้อเครื่องใช้ที่ช่วยป้องกันอากาศหนาวได้

 

วันนี้เรามาดูกันว่าอากาศหนาว ที่กำลังจะเข้ามานี้ เราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งผลกระทบและอาการที่อาจเกิดขึ้นจากอากาศหนาวนั้นมีหลายรูปแบบ  ดังต่อไปนี้

 

อาการหนาวสั่น

 

เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายพยายามควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ต่ำลงแม้จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม โดยกล้ามเนื้อขนาดเล็กจำนวนมากจะหดตัวเพื่อสร้างความร้อน ซึ่งอาการหนาวสั่นอาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญภายในร่างกายได้ แต่เมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นและมีอาการสั่นร่วมด้วย ควรหาทางทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เพราะหากปล่อยให้ร่างกายเย็นลงกว่าเดิมก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้

 

เกิดภาวะผิวแห้ง

 

ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในฤดูหนาว เพราะอากาศเย็นที่สัมผัสผิวหนังจะดูดเอาความชุ่มชื้นบนผิวหนังออกไปด้วย จนอาจทำให้รู้สึกได้ว่ามีผิวแห้งบริเวณใบหน้า มือ หรือเท้า ซึ่งบางคนอาจมีอาการคัน ผิวแตก ผิวหนังอักเสบ หรืออาจทำให้โรคผิวหนังบางชนิดอย่างภูมิแพ้ผิวหนังมีอาการรุนแรงขึ้นได้

 

อาการปวดหัว

 

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้สารเคมีและคลื่นไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนแปลงไป จนอาจกระทบต่อเส้นประสาทและเป็นสาเหตุของอาการปวดหัวหรือกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนได้ นอกจากนี้ การเผชิญกับอากาศหนาวโดยตรงหรือการสูดหายใจนำอากาศเย็นเข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้รู้สึกปวดหัวคล้ายกับตอนรับประทานไอศกรีมอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

 

อาการน้ำตาหรือน้ำมูกไหล

 

ดวงตาเป็นอวัยวะที่ต้องการความชุ่มชื้นตลอดเวลา แต่อากาศที่เย็นและแห้งอาจทำให้ตาเกิดการระคายเคืองได้ ร่างกายจึงสร้างของเหลวบริเวณดวงตาเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ จึงอาจทำให้มีของเหลวบางส่วนไหลออกมาเป็นน้ำตาได้ นอกจากดวงตาแล้ว อากาศลักษณะนี้ก็อาจทำให้ร่างกายปรับตัวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นภายในโพรงจมูกด้วย และเมื่อของเหลวในโพรงจมูกมีมากเกินไปก็อาจทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาได้เช่นกัน

 

เกิดการหายใจไม่อิ่ม

 

อากาศที่แห้งและเย็นอาจทำให้ปอดและหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น หรืออาจทำให้ปอดเกิดการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหอบหืดหรือมีภาวะหลอดลมอักเสบ ในบางครั้งจึงอาจรู้สึกว่าการหายใจนำอากาศเย็นเข้าสู่ปอดนั้นทำให้ไอ หายใจหอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจมีเสียงหวีดจากภาวะหลอดลมตีบได้ นอกจากนี้ หากเกิดอาการหายใจไม่อิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน หรือเกิดอาการต่าง ๆ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ เจ็บหน้าอก หรืออาการอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน อาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วหากพบอาการดังกล่าว

 

นิ้วมือหรือนิ้วเท้าอักเสบและคันจากอากาศหนาว

 

เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดขนาดเล็กใต้ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสความเย็นประมาณ 16 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า ซึ่งทำให้มีอาการบวม แดง คัน หรือเป็นรอย หากอาการรุนแรงก็อาจทำให้เป็นแผลได้ โดยอาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นที่นิ้วมือ นิ้วเท้า หู หรือแก้ม โดยปกติแล้วอาการจะหายไปภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่หากสัมผัสกับอากาศเย็นอีกครั้ง อาการแดงและคันก็อาจกลับมาได้

 

ลมพิษจากการสัมผัสความเย็น

 

เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังสัมผัสกับความเย็น ซึ่งจะทำให้ผิวหนังมีสีแดง แตก เป็นรอยนูนบวม และคันคล้ายผื่นลมพิษ อาจมีอาการมือพองหากสัมผัสขวดน้ำเย็น หรือปากและคออาจมีอาการบวมหลังจากรับประทานอาหารเย็นจัด รวมถึงการว่ายน้ำในน้ำเย็นก็อาจทำให้อาการมีความรุนแรงยิ่งขึ้นได้ โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นในวัยหนุ่มสาว และจะค่อย ๆ หายไปเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

โรคเท้าเปื่อย

 

หากเท้าสัมผัสกับอากาศเย็นเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้เกิดอาการเท้าเปื่อยได้ ซึ่งอาการดังกล่าวจะกีดขวางการไหลเวียนของโลหิต สารอาหาร และออกซิเจนบริเวณเท้า โดยอาจนำไปสู่อาการต่าง ๆ เช่น ตะคริวที่ขา อาการปวด บวม แดง เสียวซ่า เป็นแผลพุพอง เป็นแผลที่เท้า หรืออาจทำให้เนื้อเยื่อเริ่มตายจนเท้ากลายเป็นสีเทาหรือม่วง เป็นต้น ยิ่งหากเท้าเปียก อาจทำให้เกิดอาการนี้ขึ้นได้ที่อุณหภูมิเพียง 15 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ผิวหนังถูกทำลายจากความเย็นจัด มักเกิดขึ้นที่นิ้วมือ นิ้วเท้า หรืออวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างหู จมูก แก้ม หรือคาง และเมื่อเกิดอาการดังกล่าวขึ้นก็อาจทำให้เป็นแผลพุพองบริเวณที่มีอาการ ผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณนั้นไม่มีความรู้สึกหรือมีสีซีดลง รวมถึงอาจใช้งานอวัยวะนั้น ๆ ได้ลำบาก หากภาวะผิวหนังถูกทำลายจากความเย็นจัดมีความรุนแรง อาจทำให้ผิวหนังกลายเป็นสีดำหรืออาจต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้งไป

 

ภาวะตัวเย็นเกิน

 

เป็นภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายลดลงต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสอากาศหนาวหรือสัมผัสน้ำเย็น โดยทั่วไปแล้วในช่วงแรกอาจมีอาการสั่น หิว สับสน คลื่นไส้ การขยับร่างกายและการพูดมีปัญหา หรือหัวใจเต้นเร็ว แต่หลังจากนั้นอาการสั่นอาจหยุดลง และอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น พูดจาเลือนราง พูดพึมพำ รู้สึกง่วงนอน ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หายใจช้าและตื้น ชีพจรอ่อนลง เป็นต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาภาวะตัวเย็นเกินโดยเร็ว อาจทำให้ผู้ที่เผชิญภาวะนี้เสียชีวิตได้

 

โรคหัวใจ

 

เมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น หัวใจอาจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งอากาศเย็นยังอาจทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ โดยผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอยู่ก่อนแล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้มากยิ่งขึ้นด้วย

 

ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล

 

ผู้ที่เผชิญภาวะนี้อาจมีอาการเหมือนผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าทั่วไป แต่จะมีอาการป่วยเป็นช่วง ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นในฤดูหนาว และอาการจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน แต่ผู้ป่วยบางรายก็อาจแสดงอาการในฤดูร้อนต่อไปได้เช่นกัน โดยสาเหตุของภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าช่วงเวลาในตอนกลางวันที่สั้นลงในฤดูหนาวอาจทำให้ร่างกายได้รับแสงแดดน้อยลง จึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายจนทำให้เกิดภาวะนี้

 

นอกจากนี้ เชื้อไวรัสบางชนิดอาจแพร่กระจายได้ดีและพบได้มากในช่วงที่มีอากาศหนาว เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสอาร์เอสวี หรือไวรัสโรต้า เป็นต้น จึงอาจทำให้คนที่อยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็นป่วยง่ายขึ้น และยังมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอาจป้องกันไวรัสได้ไม่ดีเมื่ออยู่ในอากาศเย็น รวมถึงอากาศที่หนาวเย็นอาจทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ภายในอาคารหรืออยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ได้เช่นกัน

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อยากเพิ่มน้ำหนักให้ตัวเองดูดีต้องทำตามนี้

ภัยน้ำอัดลม ร้ายกว่าที่คิด


บทความที่น่าสนใจ

ฝุ่น! ตัวร้ายทำลูกเป็นภูมิแพ้ ป้องกันด้วย เครื่องฟอกอากาศ

“เมลาโทนิน” ในอาหารเสริม